วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ESG กับการเลือกซัพพลายเออร์: องค์กรควรดูอะไรบ้าง?

ESG กับการเลือกซัพพลายเออร์: องค์กรควรดูอะไรบ้าง?

เมื่อ ESG กลายเป็นหนึ่งในกรอบคิดสำคัญของการดำเนินธุรกิจ การบริหารซัพพลายเชนจึงไม่ได้จบลงแค่การต่อรองราคา หรือการส่งมอบตรงเวลาอีกต่อไป

องค์กรจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า “ซัพพลายเออร์” คือส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์และความเสี่ยงของธุรกิจ หากซัพพลายเออร์มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน หรือธรรมาภิบาล ผลกระทบเหล่านั้นสามารถย้อนกลับมาส่งผลต่อองค์กรได้โดยตรง

🔍 ESG เปลี่ยนเกณฑ์การเลือกซัพพลายเออร์อย่างไร

ในอดีต เกณฑ์การคัดเลือกซัพพลายเออร์มักพิจารณาจาก ราคา คุณภาพ และความสามารถในการส่งมอบเป็นหลัก แต่ในบริบทของ ESG องค์กรเริ่มเพิ่มมุมมองด้านความยั่งยืนเข้าไป

มิติ ESG สิ่งที่องค์กรควรพิจารณา
Environment การปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Social สภาพการจ้างงาน ความปลอดภัยแรงงาน สิทธิมนุษยชน และแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน
Governance ความโปร่งใส การปฏิบัติตามกฎหมาย นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน

🏭 ตัวอย่างแนวปฏิบัติจากบริษัทใหญ่ในประเทศไทย

หลายองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยเริ่มนำ ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารซัพพลายเชนอย่างเป็นรูปธรรม

  • กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
    บริษัทในกลุ่มนี้มักกำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องปฏิบัติตาม Supplier Code of Conduct ครอบคลุมประเด็นสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และจริยธรรม
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
    มีการประเมินซัพพลายเออร์ด้านแรงงาน สภาพการทำงาน และการใช้วัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค
  • กลุ่มค้าปลีกและโลจิสติกส์
    เริ่มให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนในกระบวนการขนส่ง และการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนชัดเจน

📋 องค์กรควรเริ่มต้นอย่างไร หากอยากใช้ ESG ในการเลือกซัพพลายเออร์

  • กำหนดเกณฑ์ ESG ขั้นพื้นฐานที่ซัพพลายเออร์ต้องปฏิบัติตาม
  • สื่อสารความคาดหวังด้าน ESG ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • ประเมินและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
  • ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อพัฒนา ไม่ใช่เพียงคัดออก

🌱 ESG กับซัพพลายเออร์ คือการเติบโตร่วมกัน

การนำ ESG มาใช้ในการเลือกซัพพลายเออร์ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระหรืออุปสรรค แต่คือโอกาสในการยกระดับทั้งซัพพลายเชน ให้มีความโปร่งใส แข็งแรง และยั่งยืนมากขึ้น

ในระยะยาว องค์กรที่สามารถสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ ที่เติบโตไปด้วยกันภายใต้กรอบ ESG จะมีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจได้ดีกว่า

📌 สรุป

ESG ไม่ได้เปลี่ยนแค่ภาพลักษณ์องค์กร แต่เปลี่ยนวิธีคิดในการเลือกซัพพลายเออร์อย่างมีนัยสำคัญ จากการมองเพียงต้นทุน ไปสู่การมองความยั่งยืนของทั้งห่วงโซ่อุปทาน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

ESG มีผลอย่างไรกับสายซัพพลายเชน?

ESG มีผลอย่างไรกับสายซัพพลายเชน?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ESG ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรายงานประจำปี หรือการประเมินนักลงทุนอีกต่อไป แต่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะใน สายซัพพลายเชน ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก

องค์กรจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า “ซัพพลายเชนของเราสอดคล้องกับหลัก ESG มากน้อยแค่ไหน?” เพราะความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สามารถย้อนกลับมาส่งผลต่อธุรกิจได้โดยตรง

🌍 ESG คืออะไร (ในมุมของซัพพลายเชน)

ESG ย่อมาจาก Environment, Social และ Governance ซึ่งเมื่อมองในบริบทของซัพพลายเชน ไม่ได้หมายถึงเพียงนโยบายระดับองค์กร แต่รวมถึงการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

มิติ ESG ผลต่อซัพพลายเชน
Environment การปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขนส่ง
Social สภาพการจ้างงาน ความปลอดภัยแรงงาน สิทธิมนุษยชนในซัพพลายเออร์
Governance ความโปร่งใส การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

🔗 ทำไมซัพพลายเชนถึงเป็นหัวใจของ ESG

ซัพพลายเชนเป็นส่วนที่องค์กรควบคุมได้ยากที่สุด แต่กลับเป็นส่วนที่สร้างผลกระทบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้ขาย การขนส่ง หรือการจัดการคลังสินค้า

หากซัพพลายเออร์รายใดมีปัญหาด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผลกระทบเหล่านั้นสามารถย้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อแบรนด์ได้โดยตรง

📦 ตัวอย่างผลกระทบ ESG ต่อการตัดสินใจในซัพพลายเชน

  • การคัดเลือกซัพพลายเออร์จากมาตรฐาน ESG ไม่ใช่เพียงราคา
  • การปรับรูปแบบขนส่งเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
  • การติดตามข้อมูลและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • การประเมินความเสี่ยงเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคมล่วงหน้า

🌱 ESG ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส

แม้ในช่วงเริ่มต้น ESG อาจถูกมองว่าเพิ่มต้นทุนหรือความซับซ้อน แต่ในระยะยาว องค์กรที่ปรับซัพพลายเชนให้สอดคล้องกับ ESG มักมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และรับมือกับความเสี่ยงได้ดีกว่า

สำหรับสายโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ESG จึงไม่ใช่เพียง “ข้อกำหนดจากภายนอก” แต่เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้การดำเนินงาน เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

📌 สรุป

ESG ส่งผลต่อสายซัพพลายเชนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกผู้ขาย การขนส่ง ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง องค์กรที่เข้าใจและปรับตัวได้เร็ว จะสามารถสร้างความได้เปรียบ และความเชื่อมั่นในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)