วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

E-logistics, Warehouse Automation และรถบรรทุกไร้คนขับ

E-logistics, Warehouse Automation และรถบรรทุกไร้คนขับ

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเชื่อมต่อทุกส่วนของซัพพลายเชน โลจิสติกส์ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ขนส่งสินค้า” แต่กลายเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และการตัดสินใจแบบเรียลไทม์

แนวคิดอย่าง E-logistics, Warehouse Automation และ รถบรรทุกไร้คนขับ จึงไม่ได้เป็นเรื่องอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่ค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทในงานจริง


💻 E-logistics: โลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

E-logistics คือการนำระบบดิจิทัล มาเชื่อมต่อกระบวนการโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการรับคำสั่งซื้อ การวางแผนขนส่ง หรือการสื่อสารกับลูกค้า

จุดเด่นของ E-logistics ไม่ใช่เพียงความรวดเร็ว แต่คือ ความโปร่งใสและการเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

  • สถานะคำสั่งซื้อที่ตรวจสอบได้
  • เอกสารขนส่งในรูปแบบดิจิทัล
  • การสื่อสารแบบเรียลไทม์
  • การลดงานเอกสารและขั้นตอนซ้ำซ้อน

🏭 Warehouse Automation: เมื่อคลังสินค้าเริ่มทำงานเอง

Warehouse Automation คือการนำระบบอัตโนมัติ เข้ามาช่วยในกระบวนการทำงานของคลังสินค้า ตั้งแต่การจัดเก็บ การหยิบสินค้า ไปจนถึงการแพ็กและเคลื่อนย้าย

ระบบอัตโนมัติในคลัง อาจอยู่ในรูปของ สายพาน หุ่นยนต์ AGV/AMR หรือระบบจัดเก็บอัตโนมัติ ที่ทำงานร่วมกับ WMS

  • ลดการพึ่งพาแรงงานในงานซ้ำ ๆ
  • เพิ่มความแม่นยำในการหยิบสินค้า
  • ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน
  • รองรับปริมาณงานที่ผันผวนได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Warehouse Automation ต้องพิจารณาความคุ้มค่า และความเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ ไม่ใช่ทุกคลังสินค้าที่จำเป็นต้องอัตโนมัติเต็มรูปแบบ


🚚 รถบรรทุกไร้คนขับ: อนาคตที่ยังต้องใช้เวลา

รถบรรทุกไร้คนขับ มักถูกพูดถึงในฐานะเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและความปลอดภัย

ในทางปฏิบัติ การใช้งานยังอยู่ในช่วงทดสอบ และมักจำกัดในพื้นที่เฉพาะ เช่น เส้นทางปิด หรือการขนส่งระยะสั้น

  • ลดการพึ่งพาคนขับในระยะยาว
  • เพิ่มความสม่ำเสมอในการขับขี่
  • ยังต้องพึ่งพากฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

รถบรรทุกไร้คนขับ จึงเป็นเทคโนโลยีที่ “มีศักยภาพสูง” แต่ยังไม่ใช่คำตอบทันทีสำหรับทุกองค์กร


📌 สรุป

E-logistics, Warehouse Automation และรถบรรทุกไร้คนขับ สะท้อนทิศทางเดียวกันของซัพพลายเชนยุคใหม่ นั่นคือ การลดงานซ้ำ เพิ่มการใช้ข้อมูล และพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องของการแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการออกแบบระบบ ให้มนุษย์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในโลกที่ซัพพลายเชนซับซ้อนขึ้นทุกวัน

ซีรีส์: เทคโนโลยีใหม่ในสายซัพพลายเชน
บทความนี้เป็นตอนที่ 3 (ตอนจบ)

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บทบาทของโลจิสติกส์ใน Net Zero Supply Chain

บทบาทของโลจิสติกส์ใน Net Zero Supply Chain

เมื่อองค์กรเริ่มตั้งเป้าหมาย Net Zero คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “เราตั้งเป้าไว้หรือยัง” แต่อยู่ที่ว่า เราวัดผลและรายงานได้จริงแค่ไหน

ในภาพรวมของซัพพลายเชน โลจิสติกส์คือหนึ่งในจุดที่มีการปล่อยคาร์บอนจริงมากที่สุด และในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดที่สามารถเก็บข้อมูล เพื่อนำไปคำนวณและรายงานได้ชัดเจนที่สุด

🌍 Net Zero Supply Chain ไม่ได้หมายถึง “ไม่มีการปล่อย”

Net Zero ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะไม่ปล่อยคาร์บอนเลย แต่หมายถึงการรู้ว่า ปล่อยตรงไหน เท่าไร และลดได้อย่างไร ส่วนที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมีการชดเชยอย่างมีเหตุผล และสามารถอธิบายที่มาของตัวเลขได้

ดังนั้น Net Zero Supply Chain จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่เป็นเรื่องของ ข้อมูล การวัดผล และความโปร่งใส

🚚 โลจิสติกส์: จุดที่ปล่อยจริง และต้องวัดจริง

หากพิจารณาในเชิงปฏิบัติ กิจกรรมโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยคาร์บอนโดยตรง ได้แก่

  • การขนส่งสินค้า (ระยะทาง ประเภทยานพาหนะ เชื้อเพลิง)
  • การใช้พลังงานในคลังสินค้า
  • การจัดเส้นทางและการวิ่งรถเปล่า
  • การบรรจุหีบห่อและการจัดการของเสีย

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลเชิงนโยบาย แต่เป็นข้อมูลจากการทำงานจริงในแต่ละวัน ซึ่งสามารถนำไปใช้คำนวณการปล่อยคาร์บอนในระดับกิจกรรมได้

📊 Net Zero ต้องเริ่มจาก “รายงานที่ตรงความจริง”

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ Net Zero Supply Chain คือการจัดทำรายงานที่สะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สวยงามในเอกสาร

สำหรับงานโลจิสติกส์ รายงานที่มีความหมายต้องอ้างอิงจากข้อมูลจริง เช่น

  • ระยะทางขนส่งจริง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยโดยประมาณ
  • การใช้เชื้อเพลิงตามประเภทการขนส่ง
  • การแยก Scope การปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน
  • ข้อมูลจากผู้ให้บริการขนส่ง ไม่ใช่การคาดเดา

หากข้อมูลเหล่านี้ไม่ครบถ้วน รายงาน Net Zero จะขาดความน่าเชื่อถือ และอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้าน ESG โดยไม่ตั้งใจ

🔗 โลจิสติกส์คือสะพานเชื่อม ESG กับการปฏิบัติจริง

ในหลายองค์กร เป้าหมาย ESG ถูกกำหนดในระดับผู้บริหาร แต่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว กลับขึ้นอยู่กับข้อมูลจากหน่วยงานปฏิบัติ

โลจิสติกส์จึงทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างเป้าหมายด้านความยั่งยืน กับตัวเลขที่สามารถตรวจสอบได้จริง

📌 สรุป

บทบาทของโลจิสติกส์ใน Net Zero Supply Chain ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดการปล่อยคาร์บอน แต่รวมถึงการเก็บข้อมูล การวัดผล และการจัดทำรายงานที่สะท้อนความเป็นจริง

องค์กรที่ให้ความสำคัญกับโลจิสติกส์ในมิตินี้ จะไม่เพียงแค่ตั้งเป้า Net Zero ได้ แต่ยังสามารถอธิบาย เสริมความเชื่อมั่น และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)