วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บทบาทของโลจิสติกส์ใน Net Zero Supply Chain

บทบาทของโลจิสติกส์ใน Net Zero Supply Chain

เมื่อองค์กรเริ่มตั้งเป้าหมาย Net Zero คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “เราตั้งเป้าไว้หรือยัง” แต่อยู่ที่ว่า เราวัดผลและรายงานได้จริงแค่ไหน

ในภาพรวมของซัพพลายเชน โลจิสติกส์คือหนึ่งในจุดที่มีการปล่อยคาร์บอนจริงมากที่สุด และในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดที่สามารถเก็บข้อมูล เพื่อนำไปคำนวณและรายงานได้ชัดเจนที่สุด

🌍 Net Zero Supply Chain ไม่ได้หมายถึง “ไม่มีการปล่อย”

Net Zero ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะไม่ปล่อยคาร์บอนเลย แต่หมายถึงการรู้ว่า ปล่อยตรงไหน เท่าไร และลดได้อย่างไร ส่วนที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมีการชดเชยอย่างมีเหตุผล และสามารถอธิบายที่มาของตัวเลขได้

ดังนั้น Net Zero Supply Chain จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่เป็นเรื่องของ ข้อมูล การวัดผล และความโปร่งใส

🚚 โลจิสติกส์: จุดที่ปล่อยจริง และต้องวัดจริง

หากพิจารณาในเชิงปฏิบัติ กิจกรรมโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยคาร์บอนโดยตรง ได้แก่

  • การขนส่งสินค้า (ระยะทาง ประเภทยานพาหนะ เชื้อเพลิง)
  • การใช้พลังงานในคลังสินค้า
  • การจัดเส้นทางและการวิ่งรถเปล่า
  • การบรรจุหีบห่อและการจัดการของเสีย

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลเชิงนโยบาย แต่เป็นข้อมูลจากการทำงานจริงในแต่ละวัน ซึ่งสามารถนำไปใช้คำนวณการปล่อยคาร์บอนในระดับกิจกรรมได้

📊 Net Zero ต้องเริ่มจาก “รายงานที่ตรงความจริง”

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ Net Zero Supply Chain คือการจัดทำรายงานที่สะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สวยงามในเอกสาร

สำหรับงานโลจิสติกส์ รายงานที่มีความหมายต้องอ้างอิงจากข้อมูลจริง เช่น

  • ระยะทางขนส่งจริง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยโดยประมาณ
  • การใช้เชื้อเพลิงตามประเภทการขนส่ง
  • การแยก Scope การปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน
  • ข้อมูลจากผู้ให้บริการขนส่ง ไม่ใช่การคาดเดา

หากข้อมูลเหล่านี้ไม่ครบถ้วน รายงาน Net Zero จะขาดความน่าเชื่อถือ และอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้าน ESG โดยไม่ตั้งใจ

🔗 โลจิสติกส์คือสะพานเชื่อม ESG กับการปฏิบัติจริง

ในหลายองค์กร เป้าหมาย ESG ถูกกำหนดในระดับผู้บริหาร แต่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว กลับขึ้นอยู่กับข้อมูลจากหน่วยงานปฏิบัติ

โลจิสติกส์จึงทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างเป้าหมายด้านความยั่งยืน กับตัวเลขที่สามารถตรวจสอบได้จริง

📌 สรุป

บทบาทของโลจิสติกส์ใน Net Zero Supply Chain ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดการปล่อยคาร์บอน แต่รวมถึงการเก็บข้อมูล การวัดผล และการจัดทำรายงานที่สะท้อนความเป็นจริง

องค์กรที่ให้ความสำคัญกับโลจิสติกส์ในมิตินี้ จะไม่เพียงแค่ตั้งเป้า Net Zero ได้ แต่ยังสามารถอธิบาย เสริมความเชื่อมั่น และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ESG กับการเลือกซัพพลายเออร์: องค์กรควรดูอะไรบ้าง?

ESG กับการเลือกซัพพลายเออร์: องค์กรควรดูอะไรบ้าง?

เมื่อ ESG กลายเป็นหนึ่งในกรอบคิดสำคัญของการดำเนินธุรกิจ การบริหารซัพพลายเชนจึงไม่ได้จบลงแค่การต่อรองราคา หรือการส่งมอบตรงเวลาอีกต่อไป

องค์กรจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า “ซัพพลายเออร์” คือส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์และความเสี่ยงของธุรกิจ หากซัพพลายเออร์มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน หรือธรรมาภิบาล ผลกระทบเหล่านั้นสามารถย้อนกลับมาส่งผลต่อองค์กรได้โดยตรง

🔍 ESG เปลี่ยนเกณฑ์การเลือกซัพพลายเออร์อย่างไร

ในอดีต เกณฑ์การคัดเลือกซัพพลายเออร์มักพิจารณาจาก ราคา คุณภาพ และความสามารถในการส่งมอบเป็นหลัก แต่ในบริบทของ ESG องค์กรเริ่มเพิ่มมุมมองด้านความยั่งยืนเข้าไป

มิติ ESG สิ่งที่องค์กรควรพิจารณา
Environment การปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Social สภาพการจ้างงาน ความปลอดภัยแรงงาน สิทธิมนุษยชน และแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน
Governance ความโปร่งใส การปฏิบัติตามกฎหมาย นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน

🏭 ตัวอย่างแนวปฏิบัติจากบริษัทใหญ่ในประเทศไทย

หลายองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยเริ่มนำ ESG มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารซัพพลายเชนอย่างเป็นรูปธรรม

  • กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
    บริษัทในกลุ่มนี้มักกำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องปฏิบัติตาม Supplier Code of Conduct ครอบคลุมประเด็นสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และจริยธรรม
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
    มีการประเมินซัพพลายเออร์ด้านแรงงาน สภาพการทำงาน และการใช้วัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค
  • กลุ่มค้าปลีกและโลจิสติกส์
    เริ่มให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนในกระบวนการขนส่ง และการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนชัดเจน

📋 องค์กรควรเริ่มต้นอย่างไร หากอยากใช้ ESG ในการเลือกซัพพลายเออร์

  • กำหนดเกณฑ์ ESG ขั้นพื้นฐานที่ซัพพลายเออร์ต้องปฏิบัติตาม
  • สื่อสารความคาดหวังด้าน ESG ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • ประเมินและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
  • ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อพัฒนา ไม่ใช่เพียงคัดออก

🌱 ESG กับซัพพลายเออร์ คือการเติบโตร่วมกัน

การนำ ESG มาใช้ในการเลือกซัพพลายเออร์ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระหรืออุปสรรค แต่คือโอกาสในการยกระดับทั้งซัพพลายเชน ให้มีความโปร่งใส แข็งแรง และยั่งยืนมากขึ้น

ในระยะยาว องค์กรที่สามารถสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ ที่เติบโตไปด้วยกันภายใต้กรอบ ESG จะมีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจได้ดีกว่า

📌 สรุป

ESG ไม่ได้เปลี่ยนแค่ภาพลักษณ์องค์กร แต่เปลี่ยนวิธีคิดในการเลือกซัพพลายเออร์อย่างมีนัยสำคัญ จากการมองเพียงต้นทุน ไปสู่การมองความยั่งยืนของทั้งห่วงโซ่อุปทาน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)