วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

ESG มีผลอย่างไรกับสายซัพพลายเชน?

ESG มีผลอย่างไรกับสายซัพพลายเชน?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ESG ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรายงานประจำปี หรือการประเมินนักลงทุนอีกต่อไป แต่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะใน สายซัพพลายเชน ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก

องค์กรจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า “ซัพพลายเชนของเราสอดคล้องกับหลัก ESG มากน้อยแค่ไหน?” เพราะความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สามารถย้อนกลับมาส่งผลต่อธุรกิจได้โดยตรง

🌍 ESG คืออะไร (ในมุมของซัพพลายเชน)

ESG ย่อมาจาก Environment, Social และ Governance ซึ่งเมื่อมองในบริบทของซัพพลายเชน ไม่ได้หมายถึงเพียงนโยบายระดับองค์กร แต่รวมถึงการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

มิติ ESG ผลต่อซัพพลายเชน
Environment การปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขนส่ง
Social สภาพการจ้างงาน ความปลอดภัยแรงงาน สิทธิมนุษยชนในซัพพลายเออร์
Governance ความโปร่งใส การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

🔗 ทำไมซัพพลายเชนถึงเป็นหัวใจของ ESG

ซัพพลายเชนเป็นส่วนที่องค์กรควบคุมได้ยากที่สุด แต่กลับเป็นส่วนที่สร้างผลกระทบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้ขาย การขนส่ง หรือการจัดการคลังสินค้า

หากซัพพลายเออร์รายใดมีปัญหาด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผลกระทบเหล่านั้นสามารถย้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อแบรนด์ได้โดยตรง

📦 ตัวอย่างผลกระทบ ESG ต่อการตัดสินใจในซัพพลายเชน

  • การคัดเลือกซัพพลายเออร์จากมาตรฐาน ESG ไม่ใช่เพียงราคา
  • การปรับรูปแบบขนส่งเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
  • การติดตามข้อมูลและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • การประเมินความเสี่ยงเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคมล่วงหน้า

🌱 ESG ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส

แม้ในช่วงเริ่มต้น ESG อาจถูกมองว่าเพิ่มต้นทุนหรือความซับซ้อน แต่ในระยะยาว องค์กรที่ปรับซัพพลายเชนให้สอดคล้องกับ ESG มักมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และรับมือกับความเสี่ยงได้ดีกว่า

สำหรับสายโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ESG จึงไม่ใช่เพียง “ข้อกำหนดจากภายนอก” แต่เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้การดำเนินงาน เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

📌 สรุป

ESG ส่งผลต่อสายซัพพลายเชนในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกผู้ขาย การขนส่ง ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง องค์กรที่เข้าใจและปรับตัวได้เร็ว จะสามารถสร้างความได้เปรียบ และความเชื่อมั่นในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

ขนส่งแบบไหนลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้มากที่สุด?

ขนส่งแบบไหนลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้มากที่สุด?

ในยุคที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนถูกพูดถึงมากขึ้น ภาคโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัว

คำถามที่หลายองค์กรเริ่มตั้งคือ “การขนส่งรูปแบบใดช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้มากที่สุด?” คำตอบอาจไม่ใช่เพียงการเลือกยานพาหนะที่ปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุด แต่ยังเกี่ยวข้องกับระยะทาง ปริมาณสินค้า และการวางแผนทั้งระบบ

🚚 รูปแบบการขนส่งกับการปล่อยคาร์บอน

โดยทั่วไป การขนส่งแต่ละรูปแบบมีระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตกต่างกัน หากพิจารณาในแง่ของการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยสินค้า สามารถเรียงลำดับจากต่ำไปสูงได้ดังนี้

รูปแบบการขนส่ง การปล่อยคาร์บอนโดยประมาณ ลักษณะการใช้งาน
ทางเรือ ต่ำมาก ขนส่งปริมาณมาก ระยะไกล
ทางราง ต่ำ ขนส่งระยะกลาง–ไกล มีเส้นทางชัดเจน
รถบรรทุก ปานกลาง–สูง ยืดหยุ่น ส่งถึงปลายทาง
ทางอากาศ สูงมาก เร่งด่วน มูลค่าสูง

🌱 แล้วแบบไหน “ลดคาร์บอน” ได้มากที่สุด?

หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขการปล่อยคาร์บอน การขนส่งทางเรือและทางราง ถือเป็นรูปแบบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุดต่อหน่วยสินค้า โดยเฉพาะเมื่อใช้ในการขนส่งสินค้าปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง การขนส่งมักไม่ใช้เพียงรูปแบบเดียว แต่เป็นการผสมผสานหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Multimodal Transport ซึ่งช่วยลดการใช้รถบรรทุกในระยะทางยาว และลดการปล่อยคาร์บอนโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

📦 ปัจจัยอื่นที่ช่วยลดคาร์บอนในงานขนส่ง

  • การวางแผนเส้นทางให้มีประสิทธิภาพ ลดการวิ่งรถเปล่า
  • การรวมเที่ยวขนส่ง (Consolidation)
  • การใช้รถพลังงานไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงทางเลือก
  • การเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

📌 สรุป

ไม่มีรูปแบบการขนส่งใดที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกสถานการณ์ แต่หากเป้าหมายคือการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ การเลือกใช้รูปแบบขนส่งที่เหมาะสมกับลักษณะสินค้า ร่วมกับการวางแผนซัพพลายเชนอย่างรอบคอบ คือกุญแจสำคัญของโลจิสติกส์ที่ยั่งยืน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)