วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

ขนส่งแบบไหนลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้มากที่สุด?

ขนส่งแบบไหนลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้มากที่สุด?

ในยุคที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนถูกพูดถึงมากขึ้น ภาคโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัว

คำถามที่หลายองค์กรเริ่มตั้งคือ “การขนส่งรูปแบบใดช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้มากที่สุด?” คำตอบอาจไม่ใช่เพียงการเลือกยานพาหนะที่ปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุด แต่ยังเกี่ยวข้องกับระยะทาง ปริมาณสินค้า และการวางแผนทั้งระบบ

🚚 รูปแบบการขนส่งกับการปล่อยคาร์บอน

โดยทั่วไป การขนส่งแต่ละรูปแบบมีระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตกต่างกัน หากพิจารณาในแง่ของการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยสินค้า สามารถเรียงลำดับจากต่ำไปสูงได้ดังนี้

รูปแบบการขนส่ง การปล่อยคาร์บอนโดยประมาณ ลักษณะการใช้งาน
ทางเรือ ต่ำมาก ขนส่งปริมาณมาก ระยะไกล
ทางราง ต่ำ ขนส่งระยะกลาง–ไกล มีเส้นทางชัดเจน
รถบรรทุก ปานกลาง–สูง ยืดหยุ่น ส่งถึงปลายทาง
ทางอากาศ สูงมาก เร่งด่วน มูลค่าสูง

🌱 แล้วแบบไหน “ลดคาร์บอน” ได้มากที่สุด?

หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขการปล่อยคาร์บอน การขนส่งทางเรือและทางราง ถือเป็นรูปแบบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุดต่อหน่วยสินค้า โดยเฉพาะเมื่อใช้ในการขนส่งสินค้าปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง การขนส่งมักไม่ใช้เพียงรูปแบบเดียว แต่เป็นการผสมผสานหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Multimodal Transport ซึ่งช่วยลดการใช้รถบรรทุกในระยะทางยาว และลดการปล่อยคาร์บอนโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

📦 ปัจจัยอื่นที่ช่วยลดคาร์บอนในงานขนส่ง

  • การวางแผนเส้นทางให้มีประสิทธิภาพ ลดการวิ่งรถเปล่า
  • การรวมเที่ยวขนส่ง (Consolidation)
  • การใช้รถพลังงานไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงทางเลือก
  • การเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

📌 สรุป

ไม่มีรูปแบบการขนส่งใดที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกสถานการณ์ แต่หากเป้าหมายคือการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ การเลือกใช้รูปแบบขนส่งที่เหมาะสมกับลักษณะสินค้า ร่วมกับการวางแผนซัพพลายเชนอย่างรอบคอบ คือกุญแจสำคัญของโลจิสติกส์ที่ยั่งยืน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์:
โลจิสติกส์กับความยั่งยืน (Logistics & Sustainability)

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

กฎหมายน้ำหนักรถบรรทุก คืออะไร และทำไมต้องควบคุม?

กฎหมายน้ำหนักรถบรรทุก คืออะไร และทำไมต้องควบคุม?

รถบรรทุกเป็นหัวใจสำคัญของระบบโลจิสติกส์ แต่ในขณะเดียวกัน หากมีการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็อาจก่อให้เกิดอันตราย ทั้งต่อผู้ใช้ถนน โครงสร้างพื้นฐาน และตัวผู้ขับขี่เอง

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการออก กฎหมายกำหนดน้ำหนักบรรทุกรถ เพื่อควบคุมให้การขนส่งเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นธรรม และยั่งยืน

🚛 กำหนดน้ำหนักบรรทุกรถตามกฎหมาย

ประเภทรถบรรทุก น้ำหนักรวมไม่เกิน
รถบรรทุก 4 ล้อ 9.5 ตัน (9,500 กิโลกรัม)
รถบรรทุก 6 ล้อ 15 ตัน (15,000 กิโลกรัม)
รถบรรทุก 10 ล้อ 25 ตัน (25,000 กิโลกรัม)
รถบรรทุก 12 ล้อ 30 ตัน (30,000 กิโลกรัม)
รถบรรทุก 14 ล้อ 35 ตัน (35,000 กิโลกรัม)
รถพ่วง 18 ล้อ 47 ตัน (47,000 กิโลกรัม)
รถพ่วง 20, 22, 24 ล้อ 50.5 ตัน (50,500 กิโลกรัม)

⚖️ ทำไมต้องมีกฎหมายควบคุมน้ำหนักบรรทุก?

  • เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการเบรกไม่อยู่ หรือรถเสียการทรงตัว
  • เพื่อยืดอายุโครงสร้างถนนและสะพาน รถที่บรรทุกเกินกำหนดทำให้ถนนทรุด เสียหายเร็วกว่าปกติ
  • เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน ไม่ให้ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้เปรียบด้านต้นทุน
  • เพื่อคุ้มครองผู้ขับขี่ ลดการสึกหรอของรถ และลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

📌 สรุป

กฎหมายน้ำหนักบรรทุกไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ดำเนินไปอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และยั่งยืนในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง:
กรมประชาสัมพันธ์
https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/231843